วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Beatles




Ed Sullivan, center, stands with The Beatles during a rehearsal for the British group's first American appearance, on the "Ed Sullivan Show," in New York on Feb. 9, 1964. From left: Ringo Starr, George Harrison, Sullivan, John Lennon and Paul McCartney. The rock 'n' roll band known as "The Fab Four" was seen by 70 million viewers. "Beatlemania" swept the charts with twenty No. 1 hits and more than 100 million records sold. The Beatles broke up in 1970. (AP Photo)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการเขียนและกล่าวถึงThe Beatlesมากมาย แต่เรื่องราวบางส่วนยังคงคลุมเครืออยู่ อย่างไรก็ดี The Beatles เป็น วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลสูงสุดในยุคเพลงร็อค นอกจากนี้ ยังมีสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้วงการเพลงป๊อปมากกว่า วงร็อคอื่น ๆ ในศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ The Beatles ยังเป็นหนึ่งใน ศิลปินไม่กี่รายที่ทำเพลงดี ๆ ที่ได้ทั้งเงินและกล่องไปพร้อม ๆ กัน

The Beatles สร้างสรรค์ผลงานด้วยจินตนาการและค้นหา แนวทางใหม่ ๆ ไม่หยุดหย่อน ผลงานของ The Beatles เริ่มครองใจ แฟนเพลงทั่วโลกในปี 1964 และยังเป็นเช่นนั้นมาตลอดระยะเวลา 6 ปีหลังจากนั้น ความสร้างสรรค์ของ The Beatles ไม่เคยเป็นรองใคร แต่ข้อดีของพวกเขา อยู่ตรงที่สามารถ สื่อความคิดลึกซึ้ง ออกมา ให้แฟนเพลงเข้าใจได้เสมอ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ The Beatles ยังคงความสำคัญในวงการเพลงมาได ้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงจนถึง ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายสิบปีหลังจากสมาชิกวงแยกย้าย กันไป คนละทิศละทางในปี 1970

การกล่าวถึงความสำเร็จของ The Beatles ให้จบภายในไม่กี่ บรรทัดคงเป็นไปได้ยาก The Beatles รวมเอาข้อดีทั้งหมดของเพลงร็อคแอนด์โรลยุคแรก ๆ ไว้ด้วยกันแล้วเปลี่ยนให้เป็นแนวของตัวเองที่มีสีสันมากขึ้น นอกจากนี้ หนุ่ม ๆ สี่เต่าทองยังเป็นต้นแบบให้วงร็อคที่แต่ง และร้องเพลงของตัวเองวงอื่น ๆ ด้วย หากมอง The Beatles ในฐานะนักแต่งเพลง จะเห็นว่าความสามารถของพวกเขา ก็ไม่เป็นรองใคร นักร้องของ The Beatles ซึ่งคือจอห์น เลนน่อนกับพอล แม็คคาร์ตนีย์นั้นก็อยู่ในหมู่นักร้องที่ดีที่สุดของวงการเพลงร็อค การประสานของสมาชิกวงทุกคนก็แน่นแต่ฟังสนุกสนาน การแสดงของพวกเขาดูดีและให้ความบันเทิงได้มากเสมอมา แม้แต่ในห้องอัด The Beatles ยังมีส่วนบุกเบิกการใช้เทคนิคล้ำสมัยและใช้การเรียบเรียง แบบมัลติเลเยอร์ด้วย นอกจากนี้ The Beatles ยังนับเป็นวงร็อคจากอังกฤษวงแรกที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ส่งให้มีอีกหลายวงได้รับความนิยมตามมา เกิดเป็นยุค British Invasion (ยุคที่ศิลปินบุกตลาดอเมริกา)ทำให้เพลงร็อคกลายเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ทั่วโลก

ความสำเร็จของ The Beatles มาจากการเอาความสามารถ ของสมาชิกทั้งสี่มารวมกันได้อย่างเหมาะเจาะ การประสานงาน กันด้วยดีของทั้ง 4 คนเป็นผลมาจากการที่แต่ละคนรู้จักและเล่น ดนตรีด้วยกันมา ก่อนในลิเวอร์พูลนานถึง 5 ปีก่อนจะเริ่มมีเพลงฮิต

จอห์น เลนน่อน มือกีต้าร์วัยรุ่นหัวรั้นเริ่มติดใจเพลงร็อคแอนด์โรล ในช่วงกลางทศวรรษ 50 แล้วตั้งวง The Quarrymen ในโรงเรียนมัธยมปลาย ช่วงกลางปี 1957 The Quarrymen มีมือกีต้าร์อีกคนเข้ามาร่วมวงด้วยคือพอล แม็คคาร์ตนีย์ ซึ่งอายุน้อยกว่าจอห์น เลนน่อนเกือบ 2 ปี อีกไม่นานหลังจากนั้น The Quarrymen ก็ได้ มือกีต้าร์เข้ามาใหม่อีกคนคือ จอร์จ แฮร์ริสัน เพื่อนของแม็คคาร์ตนีย์ ในช่วงปลายทศวรรษ 50 The Quarrymen เปลี่ยนตัวสมาชิกในวงอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดก็เหลือเพียงมือกีต้าร์ซึ่งเป็นสมาชิกหลักอยู่ 3 คน และ 3 คนนี้เองที่ได้กลายเป็นนักดนตรีที่ดีที่สุดและเป็นนักดนตรีกลุ่ม ที่เข้ากันได้ดีที่สุด

The Quarrymen เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Silver Beatles ในปี 1960 แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ตัดคำว่า Silver ออกเหลือเพียง The Beatles นักดนตรีคนแรกที่เข้ามาร่วมวง The Beatles หลังเปลี่ยนชื่อคือสจ๊วร์ต ซัทคลิฟ มือเบสเพื่อนของจอห์น เลนน่อน แต่ปัญหาใหญ่ของ The Beatles คือการหาตัวมือกลองที่จะประจำวงถาวร ในที่สุด พีท เบสท์ก็เข้ามา ร่วมวง ในฤดูร้อนปี 1960 ก่อน The Beatles จะเดินทางไปแสดงที่ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนีนานหลายเดือน

The Beatles แสดงคอนเสิร์ตที่ฮัมบูร์กกันอย่างหนัก เมื่อจบคอนเสิร์ตหนึ่งก็ต้องไปแสดงอีกแห่งหนึ่ง แต่ละแห่งกินเวลานาน หลายชั่วโมง สมาชิกวงแต่ละคนต้องพยายามหาหนทางทำให้ ผู้ชมพอใจอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดินทางกลับถึงลิเวอร์พูลช่วงปลายปี 1960 The Beatles กลายเป็นวงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของที่นั่น และเพื่อทำให้ The Beatles ครองใจแฟนเพลงได้อย่างมั่นคง สมาชิกวงจึงได้แสดงคอนเสิร์ต ในลิเวอร์พูลหลายต่อหลายรอบในปี 1961 โดยเฉพาะที่แคเวิร์น คลับซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะเพลงแนว "เมอร์ซีย์บีท" หรือเพลงของศิลปิน จากลิเวอร์พูล

ในปีเดียวกันนั้น The Beatles ได้กลับไปแสดงคอนเสิร์ตที่ ฮัมบูร์กอีกหลายครั้ง แต่ซัทคลิฟขออกจากวงไปก่อนเพื่อทุ่มเวลาให้การเรียนศิลปะ แม็คคาร์ตนีย์ รับหน้าที่มือเบสแทน แฮร์ริสันเปลี่ยนเป็นมือกีต้าร์ลีด ส่วนจอห์น เลนน่อนเล่นริธึ่มกีต้าร์ ทุกคนช่วยกันร้อง ช่วงกลางปี 1961 The Beatles (ที่ไม่มีซัทคลิฟ) เริ่มบันทึกเสียงครั้งแรกในเยอรมนี โดยเล่นเป็นวงแบ็คอัพให้โทนี่ เชอริแดน นักร้อง/นักกีต้าร์ร็อค ชาวอังกฤษที่อยู่ในฮัมบูร์ก ในช่วงนี้ The Beatles ยังไม่ค่อยดัง แต่เพลงที่บันทึกเสียงไว้ครั้งนั้นออกขายหลัง The Beatles ดังแล้ว ทำให้แฟนเพลงได้ฟังผลงานของ The Beatles ช่วงแรกด้วย นอกจากนี้ ช่วงที่ไปอยู่ฮัมบูร์กยังเป็นช่วงสำคัญ เพราะทำให้ The Beatles ได้แฟนเพลงที่เป็นศิลปิน/ อาร์ติสท์อย่างอาสทริด เคียร์ชแชร์ ตากล้องที่เป็นแฟนสาวของ ซัทคลิฟ ที่สร้างภาพลักษณ์ของ The Beatles ให้โดดเด่น ด้วยการออกแบบทรงผมที่เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใครในสมัยนั้น (ยกเว้นพีทที่ไม่ได้เปลี่ยนทรงผม) ต่อมาซัทคลิฟเสียชีวิตเพราะเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อเดือนเมษายน 1962

ช่วงปลายปี 1961 ความนิยมของ The Beatles ในลิเวอร์พูล ทำให้ไบรอัน เอ็พสไตน์ เจ้าของร้านแผ่นเสียงที่นั่นสนใจและกลายเป็น ผู้จัดการวงในที่สุด

ไบรอันช่วยให้ The Beatles ได้ออดิชั่นกับเด็คค่าเร็คคอร์ดส ในวันที่ 1 มกราคม 1962 (บางเพลงที่บันทึกเสียงในตอนนั้นเพิ่งจะ ออกขายอย่างเป็นทางการในปี 1995 แต่มีการนำออกขายอย่าง ผิดกฎหมายมาก่อนหน้านั้นมากมาย) ปรากฏว่าเด็คค่า และค่ายเพลงอื่น ๆ ของอังกฤษอีกหลายแห่งปฏิเสธ The Beatles อย่างไรก็ดี ไบรอันยังยืนหยัดสนับสนุน The Beatles ต่อไปจนกระทั่งได้ไป ออดิชั่นกับจอร์จ มาร์ติน โปรดิวเซอร์ของพาร์โลโฟนซึ่งอยู่ในเครือ อีเอ็มไอ มาร์ตินเซ็นสัญญากับ The Beatles ในช่วงกลางปี 1962 และในช่วงนี้เองที่ไบรอันจัดการให้หนุ่ม ๆ The Beatles ปรับปรุงรูปโฉมของตนเองเพื่อรับ ความสำเร็จระดับประเทศ โดยให้เลิกใส่เสื้อแจ็คเก็ตกับกางเกงหนัง แล้วให้ใส่สูทผูกไทแทน

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกอย่างหนึ่งของ The Beatles ก่อนออกผลงานชิ้นแรกกับพาร์โลโฟนคือการเปลี่ยนมือกลอง เพราะในเดือนสิงหาคม 1962 พีท เบสต์ถูกขับออกจากวง เรื่องนี้เป็น หัวข้อถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่มีใครทราบแน่ว่า พีทถูกขับ ออกมาเพราะความรักสันโดษ ความเจ้าอารมณ์ หรือเป็นเพราะ The Beatles คนอื่นอิจฉาที่เขาเป็นที่นิยมในหมู่แฟนเพลงมากกว่า หรือ เป็นเพราะเขาตีกลองได้ไม่ดีพอ (จอร์จ มาร์ตินเคยบอกไบรอันว่า พีทเล่นกลองได้ไม่ดีเวลาบันทึกเสียง) หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่ยอม ไว้ผมทรงดังของสี่เต่าทองก็เป็นได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ The Beatles เห็นว่าบุคลิกของพีทไม่เหมาะกับวง จึงให้ริงโก้ สตาร์ (ชื่อเดิม ริชาร์ด สตาร์กี้) มือกลองของ Rory Storm and the Hurricanes วงดังของลิเวอร์พูลอีกวงมาเป็น มือกลองแทน หลังสตาร์มาอยู่กับ The Beatles ได้ไม่กี่สัปดาห์ The Beatles ก็บันทึกเสียงซิงเกิ้ลแรกคือ Love Me Do/ P.S. I Love You ในเดือนกันยายน 1962 ทั้ง 2 เพลงเป็นฝีมือการแต่งของ จอห์นกับพอลซึ่งจะร่วมกันแต่งเพลงดังของ The Beatles อีกมากมายในอนาคต

ซิงเกิ้ลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า The Beatles ต้องมีอนาคตสดใส แน่ แต่ยอดขายยังไม่สูงมากนัก เพราะขึ้นถึงอันดับปลาย ๆ ท็อป 20 ของอังกฤษเท่านั้น เพลงที่ทำให้ The Beatles ดังเป็นพลุจน กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเพลงคือ Please Please Me ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษช่วงต้นปี 1963 เพลงนี้เองที่เป็นต้นแบบ เพลงทำนองใส ๆ เน้นเสียงกีต้าร์ ฟังติดหูง่าย ซึ่งเป็นเพลงจาก อังกฤษที่ข้ามไปโด่งดังในอเมริกา ซิงเกิ้ลที่ 3 ของ The Beatles คือ From Me To You ก็เป็นแนวเพลงเดียวกัน และประสบ ความสำเร็จไม่แพ้ซิงเกิ้ลที่ 2 เพราะขึ้นถึงอันดับ 1 หลังจากนั้น The Beatles ก็ออกอัลบั้มชุดแรกคือ Please Please Me ซึ่งมีการ บันทึกเสียงเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ภายในเวลาเพียงวันเดียวอย่างไร ก็ดี Please Please Me ก็ครองอันดับ 1 ในอังกฤษอยู่นานถึง 30 สัปดาห์ ทำให้ The Beatles กลายเป็นวงร็อคแอนด์โรลที่ได้รับ ความนิยมสูงสุดในอังกฤษ

สิ่งที่ The Beatles ทำคือเอาส่วนที่ดีที่สุดของแนวเพลงร็อค กับป๊อปที่ชอบมาปรับเปลี่ยน ให้เป็นแนวทางของตัวเอง ศิลปินที่เป็น แรงบันดาลใจของ The Beatles นับแต่สมัยที่ยังเป็น The Quarrymen มีทั้งเอลวิส, บั๊ดดี้ ฮอลลี่, ชัค เบอร์รี่, ลิตเติ้ล ริชาร์ด, คาร์ล เพอร์กิ้นส์ และ The Everly Brothers ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น ศิลปินร็อคคลาสสิค นอกจากนี้ The Beatles ยังรับเอาแนวเพลง โมทาวน์ของคนผิวดำ ช่วงต้นทศวรรษ 60 อย่างของฟิล สเป็คเตอร์ และวงหญิงล้วนอีกหลายวงมาด้วย แต่สิ่งที่ The Beatles เพิ่มเติมเข้าไปเองจนกลายเป็นจุดเด่นคือฝีมือการแต่งเพลง อันเยี่ยมยอด ที่ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มนักแต่งเพลงที่ตึกบริลล์อย่างเจอร์รี่ กอฟฟิ่น และแคโรล คิง นอกจากการแต่งเพลงแล้ว ก็ยังมีการร้องอย่าง กระฉับกระเฉง เสียงกีต้าร์เร้าใจ และภาพลักษณ์ตัวแทนวัยรุ่นยุคนั้น แนวเพลงของ The Beatles ยังครอบคลุมหลากหลายแนว ทั้งบลูส์ ป๊อป กอสเพล โฟล์ค และแนวอื่น ๆ ตามความเหมาะสม โปรดิวเซอร์จอร์จ มาร์ตินสนับสนุนการทำงานของ The Beatles ได้ดี เพราะช่วยขัดเกลาแนวคิดของสมาชิกสี่เต่าทอง โดยไม่ทำให้เสีย แนวทางหลักไป ความสามารถของจอร์จ มาร์ตินสำคัญต่อ The Beatles มาก โดยเฉพาะช่วงท้าย เพราะจอร์จ ช่วยแปลงแนวคิดของ The Beatles ออกมาเป็นเพลงที่มีการ เรียบเรียงเสียงประสาน สลับซับซ้อน เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีบันทึกเสียง ล้ำหน้าต่าง ๆ และเพิ่มเครื่องดนตรีใหม่ ๆ เข้าไปอีกมากมาย

The Beatles เป็นวงดนตรีที่ไม่เคยอยู่นิ่ง และไม่เคยทำงาน ตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ อัลบั้มและซิงเกิ้ลของ The Beatles ที่เรียงรายออกมาแสดงให้เห็นถึง พัฒนาการทางดนตรี (โดยยังคงทำนองที่ติดหูไว้ได้เสมอ)

อัลบั้มชุดที่ 2 ของ The Beatles คือชุด With the Beatles ที่ออกขายในปี 1963 ก็แสดงถึงพัฒนาการทางดนตรีของ 4 ศิลปินในฐานะนักแต่งเพลงและนักดนตรีได้เป็นอย่างดี เพลงในอัลบั้ม นี้มีทำนองสร้างสรรค์และเรียบเรียง ได้อย่างดีเยี่ยม เพลง She Loves You กับ I Want To Hold Your Hand ทำให้ The Beatles ดังระเบิดในอังกฤษอย่างที่ไม่เคย มีศิลปินรายใดทำได้มาก่อน ซิงเกิ้ลแต่ละเพลงทำยอดขายได้สูงถึงกว่า 1 ล้านแผ่นในอังกฤษ และหลังจาก The Beatles ออกโทรทัศน์ไม่กี่ครั้ง ชื่อเสียงของ The Beatles ก็ดังออกไปนอกเกาะอังกฤษในช่วงปลายปี 1963 และนับจากนั้น ไม่ว่า The Beatles ไปปรากฎตัวต่อสาธารณชนที่ใด แฟน ๆ ก็จะต้อนรับอย่างอบอุ่น

แค็ปปิตอล ค่ายเพลงในอเมริกาที่เคยปฏิเสธซิงเกิ้ลแรก ๆ ของ The Beatles ปล่อยให้สังกัดอิสระนำออกขายแทนเปลี่ยนใจมา จัดจำหน่ายเพลง I Want To Hold Your Hand ให้ ปรากฏว่าซิงเกิ้ลนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของอเมริกาหลังออกขายในวันที่ 26 ธันวาคม 1963 ได้ไม่กี่สับดาห์ หลังจากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 1964 The Beatles ได้ไปออกรายการ "ดิ เอ๊ด ซัลลิแวน โชว์" ทำให้กระแสนิยม The Beatles ข้ามมาถึงอเมริกา พร้อมกับความ คลั่งไคล้เพลงจากอังกฤษ โดยกระแสนิยมที่อเมริกานี้รุนแรงยิ่งกว่า ที่อังกฤษซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของ The Beatles หลายเท่า

สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน 1964 The Beatles มีซิงเกิ้ล ที่ครองอันดับ 1-5 ในอเมริกาพร้อมกัน และยังมีอัลบั้มที่ขึ้นถึงอันดับ 1 และ 2 พร้อมกันในอันดับเพลงของนิตยสารบิลบอร์ดด้วย นอกจากนี้ ยังมีเพลงที่อยู่ในอันดับอื่น ๆ อีกหลายเพลง ไม่เคยมีศิลปินรายใด ครองตลาดเพลงป๊อปได้เช่นนี้มาก่อน และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีศิลปิน รายใดทำได้อีก หลังจากนั้น The Beatles ยังมีผลงานขึ้นถึงอันดับ 1 อีกมากมายจนกระทั่งปี 1970 ที่แยกวง

ไม่น่าเชื่อที่นักวิจารณ์ในอดีตจะเห็นว่า The Beatles ไม่ใช่ "ตัวจริง" ในวงการเพลง และคงจะเสื่อมความนิยมไปในเวลาไม่นาน แต่ The Beatles ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่นักวิจารณ์คาดการณ์ไว้นั้น จะไม่มีวันเป็นความจริงด้วยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง A Hard Day's Night ในช่วงต้นปี 1964 ภาพยนตร์เพลงแนวตลก เรื่องนี้ทำให้ภาพลักษณ์ "เดอะ แฟ้บ โฟร์" ที่สดใส เป็นตัวของตัวเอง กระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา ของ The Beatles ยิ่งเป็นที่รู้จัก แพร่หลายขึ้นไปอีก เพลงประกอบ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ประสบความสำเร็จ อย่างสูง เพลงทั้งหมด ในอัลบั้มนี้เป็นฝีมือการแต่งของจอห์น เลนน่อนกับพอล แม็คคาร์ตนีย์ ไม่ว่าจะเป็น And I Love Her, If I Fell, Can't Buy Me Love หรือ Things We Said Today เสียงกีต้าร์ไฟฟ้า 12 สายของจอร์จ แฮร์ริสันก็มีพลัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น อิทธิพลที่ทำให้คณะ The Byrds เปลี่ยนแนวจากการเป็น นักร้องเพลงโฟล์คมาเป็น ศิลปินร็อคแอนด์โรลเต็มตัว นอกจากนี้ The Beatles (กับบ็อบ ดีแลน) ยังมีอิทธิพลต่อกระแสนิยม เพลงโฟล์คร็อคในช่วงปี 1965 ด้วย ความสำเร็จของ The Beatles ช่วยกรุยทางให้ศิลปินจากอังกฤษอีกหลายรายเข้ามาในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น The Rolling Stones, Animals หรือ The Kinks ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้วงดนตรีของอเมริกาอย่าง The Beau Brummels และ Lovin' Spoonful ลุกขึ้นมาแต่งเพลง เองแบบ เลนน่อน กับแม็คคาร์ตนีย์ด้วย

ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกช่วงปี 1964 กับ 1965 The Beatles มีซิงเกิ้ลกับอัลบั้มที่ขึ้นถึงอันดับ 1 อีกมาก แต่นักวิจารณ์ เห็นว่า Beatles For Sale ที่ออกขายช่วงปลายปี 1964 กับ Help! ที่ออกขายช่วงกลางปี 1965 เป็นผลงานที่น่าประทับใจน้อยที่สุดของ The Beatles ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะการออกทัวร์คอนเสิร์ต และแฟนเพลงที่คาดหวังอะไรใหม่ ๆ จาก The Beatles อยู่เสมอ เป็นแรงกดดันที่ส่งผลกระทบต่อการแต่งเพลง แม้เพลงใน 2 อัลบั้มดังกล่าวจะถือว่ายอดเยี่ยมหากเทียบกับมาตรฐานวงอื่น ๆ แต่กลับเทียบกับ ผลงานอื่นของ The Beatles ไม่ได้

ในช่วงที่ The Beatles ประสบความสำเร็จสูงสุด เพลงที่ทำ ออกมาก็ยังพัฒนาไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น เพลง I Feel Fine ที่มีช่วงฟีดแบ็คกับเสียงกีต้าร์ลีดที่ยอดเยี่ยม, เพลง Ticket To Ride ที่แสดงให้เห็นว่า The Beatles เริ่มปรับแนวเพลงให้เสียง กีต้าร์หนักหน่วงขึ้น ซึ่งต่อมา The Byrds ได้นำแนวเพลงนี้ ไปปรับปรุงเพลง Help! ซึ่งนับเป็นเพลงแรกที่ The Beatles แต่งโดยอิงกับเหตุการณ์จริง และเพลง Yesterday ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้เครื่องสาย 4 ชิ้น

จอห์น เลนน่อนเริ่มแสดงถึงอิทธิพลที่ได้รับจากบ็อบ ดีแลน ผ่านทางการแต่งเพลง โดยเฉพาะเพลงโฟล์คอย่าง I'm A Loser และ You've Got To Hide Your Love Away ส่วนเพลง I Don't Want To Spoil The Party กับ I've Just Seen A Face นั้นเป็นแนวคันทรี่

แม้ Help! ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของ The Beatles จะดูกุ๊กกิ๊กและ มีสาระน้อยกว่าเรื่องแรก แต่ Help! ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในช่วงนั้น ไม่มีใครสบประมาทความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของ The Beatles ได้อีกต่อไป แต่สำหรับเรื่องศิลปะการดนตรีนั้น The Beatles ยังต้อง พิสูจน์ฝีมือต่อไป ดังนั้น ปลายปี 1965 The Beatles จึงทำอัลบั้ม Rubber Soul ซึ่งเป็นหนึ่งอัลบั้มโฟล์คร็อค สุดคลาสสิคออกมา ผู้ที่แต่งเพลงในอัลบั้มนี้คือจอห์น เลนน่อน, พอล แม็คคาร์ตนีย์ และจอร์จ แฮร์ริสัน (จอร์จเริ่มแต่งเพลงด้วยตัวเองใน ชุดนี้) เนื้อเพลงเปลี่ยนจากเรื่องราวระหว่างหนุ่มสาวเป็นการบรรยาย ความรู้สึกส่วนตัวอันสลับซับซ้อน นอกจากจะเปลี่ยนเนื้อร้องแล้ว The Beatles ยังเพิ่มความแปลกใหม่ให้การบันทึกเสียง เพลงร็อคในห้องอัดด้วยการ สร้างสรรค์เสียงกีต้าร์และเบสแนวใหม่ กล่าวคือทำให้เสียงกีต้าร์และเบสผิดเพี้ยนไปจากปกติ ทั้งยัง เพิ่มเครื่องดนตรีอย่างซิต้าร์ (พิณอินเดีย) ที่ปกติแล้วไม่ได้ใช้กับ เพลงร็อคด้วย อย่างไรก็ตาม แม้อัลบั้ม Rubber Soul จะฉีกแนวจากอัลบั้มก่อน ๆ ของ The Beatles มาก แต่งานในอัลบั้มชุดนี้ยังไม่ถือว่าแหวกกรอบเดิมไป โดยสิ้นเชิงอย่าง อัลบั้มชุดต่อๆ ไปที่ตามออกมาใน 2-3 ปีนับจากนั้น

ซิงเกิ้ล Paperback Writer/ Rain จาก Rubber Soul เป็นซิงเกิ้ลที่ไม่มีกลิ่นอายโรแมนติกหลงเหลืออยู่เลย เสียงเบสใน ซิงเกิ้ลนี้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ยาเสพย์ติดทำให้ จินตนาการของ The Beatles ที่มีอยู่มากมายเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ความคิดของพวกเขาก็ถูกจำกัดด้วยการทำงานหนัก ระหว่างออกทัวร์คอนเสิร์ต

ฤดูร้อนปี 1966 The Beatles ออกอัลบั้ม Revolver ซึ่งแสดงให้เห็นว่า The Beatles มีขีดความสามารถสูงเพียงใด เมื่อมีเวลาอยู่ใน ห้องอัดหลายเดือน เสียงกีต้าร์หนักหน่วง และการร้อง ที่เข้มขึ้นในอัลบั้มนี้เข้ากันได้ดี กับการแต่งเพลงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แนวเพลงในชุดนี้หลากหลายมาก เพราะมีตั้งแต่เพลงที่เหมาะจะ ร้องตามอย่าง Yellow Submarine และเพลงเน้นเครื่องสายอย่าง Eleanor Rigby ทั้งยังมีเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีอินเดียอย่าง Tomorrow Never Knows ด้วย บางคนไม่พอใจที่ The Beatles ทิ้งแนวเพลง ร็อคติดดิน ซึ่งเป็นพื้นฐานดั้งเดิม แต่อัลบั้ม Revolver ก็ขึ้นถึงอันดับ 1 ในหลายประเทศทั่วโลกเช่นเดียวกับ ซิงเกิ้ล และอัลบั้มอีกมากมายของ The Beatles นับแต่ She Loves You เป็นต้นมา

ตลอดหลายปี The Beatles แสดงสดซ้ำซากจนเหมือนการท่องจำ บรรดาสมาชิกวงก็เบื่อที่ต้องตะโกนแข่งกับเสียงแฟนเพลงที่กรีดร้องกัน ดังสนั่นจนกลบเสียงร้องและเสียงดนตรีหมด การทัวร์คอนเสิร์ต ทั่วโลกของ The Beatles ในฤดูร้อนปี 1966 วุ่นวายมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งทีมงานของ The Beatles คนหนึ่งถูก ทำร้ายเพราะ ลบหลู่ราชินีของที่นั่น นอกจากนี้ ประชาชนใน เขตเคร่ง ศาสนาทางภาคใต้ของอเมริกายังพากัน เผาแผ่นเสียงของ The Beatles และเรียกร้องให้ The Beatles ขออภัย หลังจากจอห์น เลนน่อนพูดเล่นว่า The Beatles ยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู

การแสดงคอนเสิร์ตของ The Beatles ที่ซานฟรานซิสโกในวันที่ 29 สิงหาคม 1966 เป็นการแสดงคอนเสิร์ตในอเมริกาครั้งสุดท้าย ที่มีการเก็บเงินค่าบัตร เพราะ The Beatles ตัดสินใจเลิกแสดงสด เพื่อทุ่มเวลา ให้การบันทึกเสียง ในห้องอัดหลังจากนั้น

การตัดสินใจของ The Beatles ที่จะเลิกแสดงสดเป็นการ ตัดสินใจเฉียบขาดที่ไม่เคยมีใครคาดฝันมาก่อน สื่อมวลชนจึงพากัน ประโคมข่าวว่า The Beatles กำลังจะแยกวง โดยเฉพาะเมื่อสมาชิก ทั้งสี่คนทำงานของตัวเองในช่วงปลายปี 1966 แต่ข่าวลือเรื่องวงแตก ก็เงียบไปเมื่อ The Beatles ออกซิงเกิ้ล Penny Lane/ Strawberry Fields Forever ในเดือนกุมภาพันธ์ 1967 ซิงเกิ้ลนี้เป็นซิงเกิ้ลเพลงคู่จากหน้าเอที่ได้รับการยกย่องว่าเยี่ยมที่สุด โดยแนวเพลงของซิงเกิ้ลนี้มีกลิ่นอายไซคิเดลิคมากขึ้น โดยไม่ทิ้งท่วง ทำนองที่จำง่ายและเนื้อร้องที่ฟังแล้วเข้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เดิม

เดือนมิถุนายน 1967 The Beatles ออกอัลบั้ม Sgt. Pepper ซึ่งเป็นแนวไซเคเดลิคเต็มที่ หรืออย่างน้อยก็เป็นไซเคเดลิคตาม ทัศนะของนักฟังเพลงยุคนั้น นักวิจารณ์บางคนเห็นว่า อัลบั้มนี้เทียบ อัลบั้มอื่นไม่ได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เชื่อ เช่นเดียวกับแฟนเพลง หลายล้านคนว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นชัยชนะ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ The Beatles หรือเป็นวิวัฒนาการจาก เพลงป๊อปเป็นศิลปะ อย่างแท้จริง เพราะนอกจาก The Beatles จะขุดเอาอิทธิพลทางดนตรีที่ ได้รับมามารวมกันในชุดนี้แล้ว พวกเขายังเอาดนตรีอินเดีย แนวเพลง อิเล็กทรอนิคส์แบบอะวองต์การ์ด เพลงคลาสสิค ฯลฯ มาผสมผสานด้วย เมื่อเพลง All You Need Is Love ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์ ทั่วโลก The Beatles ก็กลายเป็นตัวแทนของคนรุ่นเดียวกันทันที จนถึงขั้นที่ว่า The Beatles ทำอะไรก็ไม่ผิด (ทั้งที่ The Beatles ไม่ได้ดิ้นรนเพื่อให้ได ้บทบาทนี้มาแต่อย่างใด)

เดือนสิงหาคม 1967 ไบรอัน เอ็พสไตน์ ซึ่งเกือบฆ่าตัวตาย เพราะอาการซึมเศร้ามาแล้ว หลายครั้งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านได้เสียชีวิตลงเพื่อเสพยาเกินขนาด ทำให้ The Beatles ไม่มีผู้จัดการ แต่ The Beatles ก็ยังคงทำงานต่อไป โดยถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Magical Mystery Tour ที่ทั้งสี่ลงมือกำกับเอง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับขาดความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นเมื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีในเดือนธันวาคม 1967 จึงล้มเหลว ทำให้สื่อมวลชนมีโอกาสกระหน่ำโจมตี The Beatles ได้ Yellow Submarine ภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นแอนิเมชั่นตามออกมาในปี 1968 แต่ The Beatles ไม่ได้มีส่วนร่วมในการผลิตนัก ไม่ว่าจะเป็นตัวภาพยนตร์ หรือเพลงประกอบ

ในช่วงต้นปี 1968 The Beatles เดินทางไปอินเดียเพื่อเรียนการ ทำสมาธิกับ Maharishi แต่สมาชิกวงแต่ละคนเลิกเรียนก่อนจบคอร์ส ซึ่งต่อมาเมื่อ สื่อมวลชนลงข่าวเรื่องนี้ ก็ทำให้ The Beatles ต้องอับอายอีกครั้ง แต่การไปอยู่อินเดียก็มีประโยชน์กับ The Beatles เพราะช่วยให้ พวกเขาสงบใจแต่งเพลงใหม่ ๆ ออกมาได้ อัลบั้ม The White Album ซึ่งเป็นอัลบั้มคู่ที่ออกขายในปี 1968 ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในอัลบั้มนี้ The Beatles ทิ้งแนวไซเคเดลิคกลับมาสู่เพลงร็อคที่มีเสียงกีต้าร์เป็นหลักเช่นเดิม แต่ความหลากหลายของแนวเพลงโดยรวมยังคงอยู่ เป็นการ พิสูจน์ให้เห็นว่า The Beatles เป็นเจ้าแห่งเพลงหลายแนว ตั้งแต่บลูส์ร็อค ไปถึงเพลงเสียดสี หากพิจารณาด้านการแต่งเพลง อัลบั้มนี้ก็มีเพลงที่ The Beatles แต่งได้ดีที่สุดอยู่หลายเพลงด้วยกัน เช่นเดียวกับซิงเกิ้ล Hey Jude/ Revolution ที่ออกมาในช่วงเดียวกันแต่ไม่ได้รวมไว้ในอัลบั้มด้วย

ปัญหาของ The Beatles ในช่วงนั้นอยู่ที่แต่ละเพลงในอัลบั้ม ดูเหมือนเพลงโดด ๆ แทนที่จะเป็นเพลงในชุดเดียวกัน จอห์น เลนน่อนกับพอล แม็คคาร์ตนีย์แยกกันแต่งเพลงมานานแล้ว (ผู้ที่แต่งคือคนที่ร้องนำ) การแยกกันแต่งเพลงทำให้ทั้งสองดึงเอา ความสามารถของตัวเอง ออกมาได้เต็มที่ เพราะการแยกกันแต่งเพลงเหมือนกับการแข่งกันอยู่ในที แนวทางการแต่งของแม็คคาร์ตนีย์จะเป็นแนวโรแมนติก ส่วนเลนน่อนนั้นจะเป็นแนวเสียดสี ลึกซึ้ง ทั้ง 2 แนวเกื้อหนุนกัน ได้เป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อ The Beatles นำ White Album ออกขาย ก็เป็นที่แน่ชัดว่าสมาชิกแต่ละคนใส่ใจกับการแสดงออกทางดนตรีของ ตัวเองมากกว่าจะร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็สร้างปัญหาใหญ่ขึ้นในภายหลัง

นอกจากนั้น จอร์จ แฮร์ริสันยังเริ่มเป็นนักแต่งเพลงที่มีฝีมือยิ่งขึ้นและ มีผลงานออกมามากมาย บางเพลงก็ดีพอ ๆ กับที่จอห์น เลนน่อนกับพอล แม็คคาร์ตนีย์แต่ง ต่อมาแฮร์ริสันจึงเริ่มไม่พอใจสถานภาพของตนเอง ในวงที่ด้อยกว่า เพื่อนอีก 2 คน เพิ่มประเด็นขัดแย้งในวงขึ้นอีก 1ประเด็น ทำให้ทั้ง 4 คนทะเลาะกันอย่างเปิดเผยมากขึ้นในห้องอัด ริงโก้ซึ่งเป็นคนอารมณ์ดีและตีกลองได้ดีมาตลอดก็ออกจากวงไป หลังร่วมงานในอัลบั้ม White Album ได้ไม่กี่สัปดาห์ (แม้ช่วงนั้นสื่อมวลชนจะยังไม่ทราบข่าวเรื่องนี้) ประเด็นขัดแย้งอีกประการหนึ่งคือความสนใจของแต่ละคน เลนน่อนต้องการใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับโยโกะ โอโนะ แฟนสาวคนใหม่ซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยา ทำให้เขาเหินห่างจาก The Beatles ไป ต่อมาในช่วงต้นปี 1968 The Beatles ได้ร่วมกันตั้งแอ็ปเปิ้ล เร็คคอร์ดสขึ้น โดยตั้งใจให้เป็นธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไร แต่แล้วแอ็ปเปิ้ล เร็คคอร์ดสก็ขาดทุนอย่างหนักอีก ทั้งยังมีปัญหาภายในมากมายด้วย

เหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้ช่วงเดือนมกราคม 1969 เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการที่ The Beatles จะมาบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่หรือกลับมาแสดงสดอีกครั้งอย่างที่พอล แม็คคาร์ตนีย์พยายามผลักดัน แต่ทั้งสี่ก็ยอมบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่ด้วยการใช้เทคนิคดั้งเดิม คือเล่น สดในห้องอัด และมีการถ่ายทำการบันทึกเสียงไว้เพื่อออกอากาศเป็นรายการพิเศษ ทางโทรทัศน์ด้วย แผนการทำงานครั้งนี้เกือบไม่สำเร็จ เพราะแฮร์ริสันไม่พอใจมาก จนทะเลาะกับคนอื่น ๆ และหนีไป 2-3 วัน เมื่อเขากลับมา ทางวงก็เลิกคิดจะกลับไปแสดงสดอีกครั้ง ในการบันทึกเสียงครั้งนั้น แฮร์ริสันให้บิลลี่ เพรสตัน มือคีย์บอร์ดโซล มาร่วมเล่นเป็นสมาชิกคนที่ 5 ด้วย เพื่อทำให้การ เรียบเรียงและ บรรยากาศดีขึ้น อย่างไรก็ดี The Beatles ไม่มีเพลงใหม่ที่ดีเลิศอย่างเคย แม้บางเพลงจะเข้าขั้นดีก็ตาม ทำให้ปัญหาที่มีอยู่แล้วรุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับภาพยนตร์ที่จะใช้ออกอากาศทางโทรทัศน์นั้น The Beatles ต้องการให้ได้บรรยากาศเหมือนคอนเสิร์ต ทั้งสี่จึงลงทุนปีนขึ้นไปบนหลังคาตึกสำนักงานแอ็ปเปิ้ล เร็คคอร์ดสที่กรุงลอนดอนเพื่อแสดงกันสด ๆ ในวันที่ 30 มกราคม 1969 แต่แสดงยังไม่ทันจบ ตำรวจก็มาห้ามก่อน และคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็เป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของ The Beatles

The Beatles ไม่ค่อยพอใจผลงานที่ทำในปี 1969 นัก ทั้งอัลบั้ม และภาพยนตร์ ช่วงแรก The Beatles จะตั้งชื่ออัลบั้มว่า Get Back แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็น Let It Be แม้จะได้ชื่ออัลบั้มแล้ว แต่ The Beatles ก็ยังไม่นำออกขาย เพราะไม่แน่ใจว่าจะจัดจำหน่ายอย่างไรดี ในฤดูใบไม้ผลิ 1969 ก็มีการนำเพลงที่ดีที่สุดมาออกขายเป็นซิงเกิ้ลก่อน คือ Get Back/ Don't Let Me Down

ในช่วงนั้น การทะเลาะเบาะแว้งในวงเริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ เรื่องตัวผู้จัดการวง พอลอยากให้ลี อีสท์แมน พ่อตาเป็นผู้จัดการ ส่วนสมาชิกคนอื่นชอบอัลเลน ไคลน์ นักธุรกิจชาวอเมริกันมากกว่า

แม้จะมีเรื่องราวมากมาย แต่ก็น่าแปลกที่อัลบั้มสุดท้ายของ The Beatles คือชุด Abbey Road เป็นอัลบั้มที่สมาชิกร่วมมือกัน มากที่สุด (ทั้งที่ในช่วงนั้น นักดนตรีต่างแยกกันเข้ามาบันทึกเสียง) อัลบั้มชุดนี้เป็นชุดที่มีทำนอง สลับซับซ้อนที่สุด แต่ประสานเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน และเรียบเรียง ได้อย่างยอดเยี่ยม แถมจอร์จยังก้าวขึ้นมา รับบทบาทเป็นนักแต่งเพลง ด้วย และเขาก็ทำได้ดีพอกับจอห์นและพอล โดยได้แต่งเพลงฮิตในอัลบั้มนี้ 2 เพลงด้วยกัน คือ Something กับ Here Comes the Sun

ฝีมือของ The Beatles ยังคงพัฒนาไม่หยุดยั้ง แต่วงกลับต้องมา ถึงจุดจบก่อน เพราะสมาชิกวงขัดแย้งกันเรื่องธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ จอห์นก็เริ่มออกซิงเกิ้ลในฐานะศิลปินเดี่ยว และร่วมแสดงกับ เพื่อน ๆ ในวง The Plastic Ono Band ทั้งยังขู่จะลาออก จากวงในช่วงปลายปี 1969 ด้วย แต่ทางวงขอร้องว่าอย่าเปิดเผย เรื่องนี้ให้สาธารณชนทราบ


ตลอดช่วงต้นปี 1969 มีการเก็บเทปโทรทัศน์เกี่ยวกับ The Beatles ไว้จำนวนหนึ่ง เพราะมีแผนจะนำภาพเหล่านั้นมา ออกอากาศทาง โทรทัศน์ใน ภาพยนตร์สารคดีของ The Beatles อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ Let It Be ก็ออกขายช้ากว่ากำหนด เช่นกัน เพื่อจะให้วันออกขายตรงกับ วันฉายภาพยนตร์ จอห์น, จอร์จกับอัลเลน ไคลน์ ตัดสินใจจะให้ฟิล สเป็คเตอร์ โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันคนดัง มาบันทึกเสียงเครื่องดนตรี และมิกซ์เสียงเพิ่มให้ ทำให้เกิดความสับสนในหมู่แฟนเพลงร็อคมาจนถึงปัจจุบัน

ถึง Let It Be จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่ The Beatles นำออกขาย แต่ไม่ใช่อัลบั้มสุดท้ายที่มีการบันทึกเสียง อัลบั้มที่น่าจะเป็นอัลบั้ม สุดท้ายจริง ๆ ของ The Beatles คือ Abbey Road เพลงในอัลบั้ม Let It Be เกือบทั้งหมด รวมทั้งเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม (ซึ่งเป็นซิงเกิ้ล สุดท้ายที่ออกขายขณะ The Beatles ยังอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า) บันทึกเสียงหลายเดือนก่อนทางวงจะเริ่มบันทึกเสียงเพลงในชุด Abbey Road และถ้านับจากช่วงการบันทึกเสียงชุด Let It Be ไปจนถึง เวลาที่นำอัลบั้ม Abbey Road ออกขายในเดือนพฤษภาคม 1970 ก็เป็นเวลานานถึง 15 เดือน

ในช่วงนั้น สมาชิก The Beatles ก็กระจัดกระจาย ไป คนละทิศละทางแล้ว อันที่จริง The Beatles ไม่ได้บันทึกเสียง ร่วมกันอีกเลยตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 1969 และสมาชิกวงแต่ละคน ก็เริ่ม ทำงานที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจังมากขึ้น โดยจอห์นไปเล่นดนตรีกับ The Plastic Ono Band จอร์จก็ไปออกทัวร์กับ Delaney and Bonnie ริงโก้ไปรับบทนำในภาพยนตร์ Magic Christian ส่วนพอลก็ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก อย่างไรก็ดี คนทั่วไปส่วนใหญ่ยัง ไม่รู้เรื่องความขัดแย้งในวง ดังนั้น เมื่อพอลประกาศว่าจะออกจาก The Beatles ในวันที่ 10 เมษายน 1970 วัยรุ่นทั่วโลกจึงตกตะลึง (การประกาศครั้งนั้นอยู่ในเอกสาร ประชาสัมพันธ์อัลบั้มเดี่ยวของ พอล แม็คคาร์ตนีย์ที่แจกให้กับ สื่อมวลชน ในเอกสารนั้น พอลแถลงว่าต้องการทำงานตามลำพัง ซึ่งถือเป็นการบอกโดยนัยว่าจะออกจากวง)

รอยร้าวรอยสุดท้ายเกิดขึ้นเพราะวันวางจำหน่ายอัลบั้ม Let It Be กับ อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของพอล แม็คคาร์ตนีย์ สมาชิกวงที่เหลือขอให้ พอลเลื่อนกำหนดวางจำหน่าย โดยให้นำอัลบั้มส่วนตัว ออกขายหลัง Let It Be แต่พอลปฏิเสธ นอกจากนี้ พอลก็ยังไม่พอใจงานของฟิล สเป็คเตอร์ในชุด Let It Be ด้วย โดยเฉพาะการเรียบเรียงเสียง เครื่องสายในเพลง The Long and Winding Road ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลที่ออกขายในฤดูใบไม้ผลิปีนั้นหลัง The Beatles แยกวง แม้พอลจะถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุทำให้ The Beatles วงแตก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พอลเป็นคนที่ทุ่มเทรักษาสมาชิกวงให้อยู่ด้วยกัน มากที่สุดนับแต่ไบรอัน เอ็พสไตน์เสียชีวิตไป ในขณะที่เพื่อนร่วมวง คนอื่นขู่จะออกจากวง มานานแล้วก่อนพอล จะออกมา เมื่อมอง ย้อนกลับไป จะเห็นได้ชัดว่าการแยกวงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สำหรับ The Beatles เพราะมีทั้งความขัดแย้งทางธุรกิจ อย่างรุนแรง และการที่ สมาชิกวงแต่ละคนเริ่มจริงจังกับสิ่งที่ตนเองสนใจ มากขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ข่าวการแยกวงจะดูรุนแรง แต่ความขัดแย้งที่ตามมาอีกหลายปี นับแต่นั้นกลับรุนแรงกว่า ในช่วงปลายปี 1970 พอล แม็คคาร์ตนีย์ ฟ้องเพื่อนร่วมวงที่เหลือเพื่อให้ศาลสั่งยุบ หุ้นส่วนที่ร่วมกันตั้งขึ้นมา การสู้คดีครั้งนั้นกินเวลานานหลายปี และทำให้โอกาสที่ The Beatles จะมารวมตัวกันอีกครั้งลดน้อยลงไปอีก อย่างไรก็ตาม สมาชิก The Beatles แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินเดี่ยวกันได้อย่างรวดเร็ว หลังแยกวง หากมองในแง่ดี การแยกวงก็เป็นประโยชน์ต่อวงการเพลง เพราะ ทำให้จอห์น เลนน่อน กับจอร์จ แฮร์ริสันได้ออกมาทำงาน ดนตรีที่เป็นศิลปะโดย ไม่ต้องมีกรอบเดิม ๆ (Plastic Ono Band กับ All Things Must Pass) ความสามารถเฉพาะตัวของจอร์จ ทำให้จอร์จได้รับเสียง ชื่นชมอย่างที่ ไม่เคยได้มาก่อน เพราะก่อน หน้านั้น เขาจะถูกรัศมีของจอห์น กับพอล บดบังอยู่เสมอ อดีต The Beatles ที่ต้องรบกับนักวิจารณ์มากที่สุดกลับกลายเป็นพอล แต่พอลก็มีซิงเกิ้ล ฮิตออกมาอย่างต่อเนื่อง พอถึงปลายปี 1973 พอลก็ประสบความสำเร็จ พร้อมกันทั้งด้านยอดขายและคำวิจารณ์ จากผลงาน Band on the Run ริงโก้ สตาร์ไม่มีความสามารถ ด้านการแต่งเพลงเหมือน เพื่อนร่วมวงคนอื่น แต่เขาก็มีซิงเกิ้ลฮิต เช่นกันในช่วงต้นทศวรรษ 70 ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพราะ ได้รับความช่วยเหลือจากอดีตเพื่อนร่วมวง

ภายในระยะเวลาไม่นานหลัง The Beatles แยกวง ก็เห็นได้ชัดว่า The Beatles ไม่มีทางประสานรอยร้าวแล้วมารวมตัวกันได้อีก นอกจากนี้ งานของอดีตสมาชิกวงแต่ละคนก็ไม่อาจเทียบได้กับ งานที่ทำร่วมกันไว้ แต่การแยกตัวออกมาทำงานเดี่ยวก็ทำให้สมาชิก แต่ละคนมีโอกาส ทำเพลงในแนวที่ตัวเองชอบไปจนถึงที่สุด ไม่ต้องยึดติดกับกรอบ ของส่วนรวม ตัวอย่างเช่น จอห์นก็ทำเพลง เพื่ออุดมการณ์ จอร์จไปทำเพลงที่ได้รับ อิทธิพลจาก แนวเพลงอินเดีย และศาสนา พอลทำเพลงป๊อปน่ารักหวานแหวว ส่วนริงโก้ก็ จับแนวร็อคแบบฟังง่าย ๆ สบาย ๆ นักวิจารณ์มักกล่าวถึงจอห์น เลนน่อนว่าเป็นยอดร็อคเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวความจริงในโลกด้วย มุมมองโกรธเกรี้ยว ส่วนพอล แม็คคาร์ตนีย์เป็นศิลปินเพลงหวาน ๆ แต่ภาพนี้เป็นเพียงภาพลวงตา เพราะจริง ๆ แล้ว ศิลปิน The Beatles ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความสามารถพอ ๆ กันที่จะทำเพลงร็อคไปจน ถึงเพลง รักหวานซึ้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ The Beatles แต่ละคน ต่างช่วยกันจุดประกายให้คนอื่น ๆ ทำงานได้ถึงระดับที่ไม่อาจไปถึงด้วยตัวเองตามลำพัง

แม้จะมีข่าวลือมาเป็นระยะตลอดทศวรรษที่ 70 ว่า The Beatles จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่ไม่มีวี่แววเลยว่าข่าวลือนี้จะกลายเป็นจริง ไปได้ การทะเลาะเบาะแว้งกันในหมู่ The Beatles ยังคงมีอยู่ และแต่ละคนก็ไม่ได้สนใจจะทำงานร่วมกันอีก ความหวังที่จะให้ The Beatles กลับมารวมกันอีกครั้งต้องจบสิ้นลง เมื่อจอห์น เลนน่อนถูกลอบสังหาร ที่นครนิวยอร์ค ในเดือนธันวาคม 1980 หลังจากนั้น สมาชิก The Beatles ที่เหลือยังคงทำงานในฐานะ ศิลปินเดี่ยวต่อไปตลอดทศวรรษ 80 แต่มีผลงานออกมาไม่ถี่เท่าเดิม และความสำเร็จเชิงพาณิชย์ก็ลดลงด้วย เพราะแฟนเพลงที่ไม่เคย ได้สัมผัส The Beatles ก็หันไปยึดศิลปินคนอื่นเป็นขวัญใจ

อย่างไรก็ดี ความนิยมใน The Beatles โดยรวมยังคงเป็นอมตะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ การแยกวงของ The Beatles เกิดขึ้น ในขณะที่ยังดังอยู่ งานของสมาชิกแต่ละคนที่ออกมาหลังจากนั้นก็ ประสบความสำเร็จเช่นกัน ทำให้ชื่อเสียงของ The Beatles ยังคงอยู่ได้ต่อไป อีกสาเหตุหนึ่งคือ งานของ The Beatles ก็เป็นเช่นเดียวกับงานศิลปะชั้นเยี่ยมอื่น ๆ ที่ยังคงความยอดเยี่ยมอยู่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ดังนั้นดีเจจึงสามารถหยิบงานของ The Beatles มาเล่นได้ตลอด ผลงานของพวกเขาก็ยังขายได้เรื่อย ๆ ดี ทั้งยังมีศิลปิน จำนวนมาก เอาเพลงของ The Beatles ไปทำใหม่ไม่ขาดระยะ จนถึงปัจจุบัน

การฟ้องร้องที่แอ็ปเปิ้ล เร็คคอร์ดสทำให้งานของ The Beatles ที่ยังไม่เคย ออกขายต้องถูกกักอยู่กว่า 20 ปี (แต่มีการนำมาวางขาย โดยผิดกฎหมายมาแล้วบ่อยครั้ง) แต่แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลง ไปในทศวรรษ 90 หลังจากพอล แม็คคาร์ตนีย์, จอร์จ แฮร์ริสัน, ริงโก้ สตาร์ และโยโกะ โอโนะ ภรรยาหม้ายของจอห์น เลนน่อน ประนีประนอมข้อขัดแย้ง ทางธุรกิจ ได้สำเร็จ ดังนั้นในปี 1994 จึงมีการออกซีดีคู่ของการแสดง คอนเสิร์ตทางบีบีซีจากช่วงต้นและ กลางทศวรรษ 60 ต่อมาในปี 1995 ก็มีการทำโปรเจ็กต์ใหญ่กว่านั้น กล่าวคือ มีการถ่ายทำสารคดีเป็นตอน ๆ เพื่อออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ หลังจากนั้นในปี 1996 ก็มีการนำสารคดีดังกล่าว มาทำเป็นวิดีโอ ความยาว 2 เท่าของที่แพร่ภาพ ทางโทรทัศน์ โดยในวีดิโอชุดนี้ มีสมาชิก The Beatles ที่ยังมีชีวิตอยู่มา เข้ากล้องด้วยทุกคน

นอกจากจะทำสารคดีชุด Anthology แล้ว ยังมีการทำซีดีคู่ 3 ชุดรวมเพลงที่ไม่เคยออกขาย หรือเพลงหายากของ The Beatles มาวางจำหน่าย ในปี 1995 และ 1996 ด้วย ขณะเดียวกัน3 สมาชิก ที่ยังมีชีวิตอยู่คือ พอล, จอร์จ และ ริงโก้ก็ได้ร่วมงานกับเจฟฟ์ ลินน์ ช่วยกันปรับแต่งเทปตัวอย่างของจอห์น เลนน่อนจากยุคทศวรรษ 1970 จนได้เพลงใหม่ออกมา 2 เพลงที่ถือได้ว่าเป็นการบันทึกเสียงของ The Beatles จริง ๆ ได้แก่เพลง Free as a Bird และ Real Love อย่างไรก็ดี ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าการทำเพลงออกมาครั้งนี้ถือเป็น การกลับมา รวมตัวกันของ The Beatles ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ผลงาน 2 เพลงนี้เทียบไม่ได้กับผลงานของ The Beatles ในยุค 1960 แม้แต่แฟนเพลงตัวยงของ The Beatles ยังอดคิดไม่ได้ว่า Anthology เป็นเพียงการขุดกรุงานเก่าออกมาเพื่อเก็บเกี่ยว ผลประโยชน์ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของผลงานที่บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ 25-30 ปีก่อนก็ แสดงให้เห็นแล้วว่า ความนิยมใน The Beatles ยังคงมีอยู่ทั่วโลก เห็นได้ชัดจากการที่อีเอ็มไอได้นำเอาเพลงที่ขึ้นถึง อันดับที่ 1 ของ The Beatles 27 เพลงมาออกขายใหม่ในเดือน พฤศจิกายน โดยใช้ชื่อ อัลบั้มว่า 1 ได้รับการต้อนรับ อย่างอบอุ่น จากแฟนเพลงทั่วโลก ขึ้นถึงอันดับ 1 ได้ถึงกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งอังกฤษและอเมริกา โดยเฉพาะในอเมริกา 1 ครองอันดับที่ 1 ถึง 7 สัปดาห์